ฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อน หรือ แผ่นกันความร้อน วัสดุที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนจากภายนอกไม่ให้ส่งผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง หรือส่งผ่านไปได้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้ว ฉนวนกันความร้อนจะประกอบไปด้วยฟองอากาศเล็ก ๆ จำนวนมาก ฟองอากาศเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นความร้อนให้อยู่แต่ในฟองอากาศ ไม่นำพาความร้อนจากแสงอาทิตย์กระจายออกไปยังส่วนต่าง ๆ ภายในบ้านฉนวนกันความร้อนมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ฉนวนกันความร้อนนิยมติดตั้งหลายส่วน เช่น ติดตั้งใต้หลังคา ขึ้นอยู่กับงบประมาณ สภาพบ้าน และความต้องการใช้งาน

หลักการทำงานของฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อนจะทำงานโดยชะลอการเคลื่อนที่ของความร้อนจากพื้นที่ที่อุณหภูมิสูงกว่าไปยังพื้นที่ที่เย็นกว่า ชะลอการสูญเสียความร้อนจากอาคารและส่วนประกอบต่างๆ เช่น ท่อ เป็นต้น ทำให้ภายในอาคารรู้สึกสบาย เก็บอากาศเย็น ไม่ร้อนเกินไปในฤดูร้อน และกักเก็บความร้อน ความอบอุ่นภายในอาคารในฤดูหนาว เมื่อติดตั้งอย่างถูกต้องแล้ว ฉนวนกันความร้อนยังสามารถช่วยในการรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ด้วย อีกทั้งยังลดค่าพลังงานไฟฟ้าให้กับอาคารของคุณอีกด้วย

ประโยชน์ของฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อน มีประโยชน์มากมายต่อทั้งบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ โดยฉนวนกันความร้อน ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในและภายนอกของอาคาร ช่วยให้อุณหภูมิภายในอาคารอยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ส่งผลดีต่อทั้งเรื่องความสบายตัวและการประหยัดพลังงาน ดังนี้

1. ช่วยลดความร้อน

ฉนวนกันความร้อน จะช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและอากาศร้อนภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในอาคาร ช่วยให้บ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ ฉนวนกันความร้อนเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย

2. ประหยัดพลังงาน

เมื่อความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคารน้อยลง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก ฉนวนกันความร้อนจึงเหมาะกับยุคที่ค่าไฟฟ้ามีราคาแพง

3. รักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้คงที่

ฉนวนกันความร้อนจะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ร้อนอบอ้าวในตอนกลางวัน และไม่หนาวเย็นในตอนกลางคืน

4. ทนทานต่อไฟไหม้

ฉนวนกันความร้อนบางชนิดมีคุณสมบัติทนทานต่อไฟไหม้ ช่วยป้องกันการลุกลามของไฟไหม้ เหมาะกับอาคารที่ต้องการความปลอดภัยสูง

5. ติดตั้งง่าย

ฉนวนกันความร้อนมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน สามารถติดตั้งได้ง่าย โดยช่างผู้ชำนาญ

ข้อดี ข้อเสีย ฉนวนกันความร้อน 

ข้อดีของฉนวนกันความร้อน

  1. ลดอุณหภูมิภายในบ้าน: ฉนวนกันความร้อนช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบายขึ้น ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ ประหยัดค่าไฟฟ้า
  2. ป้องกันเสียงรบกวน: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกอีกด้วย ทำให้บ้านเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
  3. ไม่ลามไฟ: ฉนวนกันความร้อนบางชนิดมีคุณสมบัติทนต่อไฟและไม่ก่อให้เกิดการลุกลามของไฟ
  4. ทนทาน: ฉนวนกันความร้อนส่วนใหญ่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรง มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  5. กันความชื้น: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด ยังช่วยกันความชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อราและตะไคร่น้ำบนผนังและเพดาน

ข้อเสียของฉนวนกันความร้อน

  1. ราคา: ราคาฉนวนกันความร้อนบางชนิด มีราคาค่อนข้างสูง อาจจะต้องลงทุนในช่วงแรก
  2. การติดตั้ง: การติดตั้งฉนวนกันความร้อน จำเป็นต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. พื้นที่: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด มีขนาดหนา อาจจะต้องเสียพื้นที่ภายในบ้าน
  4. ปัญหาสุขภาพ: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ระคายเคืองต่อผิวหนัง หรือระบบทางเดินหายใจ ควรเลือกฉนวนกันความร้อนจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน

ประเภทฉนวนกันความร้อน

1.ฉนวนใยแก้ว คือวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความร้อน โดยการนำฉนวนกันความร้อนใยแกวไปติดตั้งในบริเวณที่ต้องการ เช่น หลังคา หรือ บริเวณผนัง ฉนวนใยแก้วผลิตจากเส้นใยแก้วที่ผ่านกรรมวิธีการบดให้ความละเอียดมากที่สุด จากนั้นจึงนำมาขึ้นรูปทั้งแบบม้วน แบบท่อ และแบบแผ่น

2.ฉนวนพอลิยูรีเทนโฟม (PU Foam) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนชนิดหนึ่งที่ผลิตจากโพลีออลและไดไอโซไซยาเนต เมื่อผสมกัน จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและขยายตัวเป็นโฟมที่มีโครงสร้างเซลล์ปิด มีคุณสมบัติกันความร้อน กันเสียง กันน้ำ และทนทานต่อสารเคมี

3.ฉนวนเซลลูโลส หรือ ฉนวนเยื่อกระดาษ เป็นฉนวนแบบฉีดพ่นใต้หลังคา ผลิตจากกระดาษใช้แล้ว ตัววัสดุสามารถป้องกันความร้อนและควบคุมอุณหภูมิได้ดี มีน้ำหนักเบา กันเสียงได้ มีสารป้องกันการลามไฟ ป้องกันเชื้อรา สามารถฉีดพ่นได้ในพื้นที่แคบ บนหลากหลายพื้นผิว ทั้งเหล็กและไม้ แต่มีข้อจำกัดคือ อาจควบคุมความหนาของฉนวนได้ไม่สม่ำเสมอ

4.ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์ เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์บางๆ 2 แผ่นประกบกัน ตรงกลางเป็นโครงสร้างที่ช่วยเสริมความแข็งแรง ซึ่งอาจมีชั้นโครงสร้างตั้งแต่ 4 – 7 ชั้น ประกอบด้วยกระดาษคราฟต์ เส้นใยเสริมแรง โพลีเอทธีลีนฟิล์ม เป็นต้น

5.ฉนวนพอลิเอทิลีนโฟม (PE Foam Insulation) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากโพลีเอทิลีนชนิดขยายตัว (Polyethylene Expanded) มีลักษณะเป็นแผ่นโฟมที่มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นสูง กันน้ำ กันความชื้น และทนทานต่อสารเคมี หุ้มด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ช่วยสะท้อนความร้อนในตัว

6.ฉนวนแอร์บับเบิล (Air Bubble) คือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายแผ่นพลาสติกกันกระแทก มีมวลอากาศอยู่ตรงกลางระหว่างแผ่นฟอยล์ที่ประกบสองด้าน โดยมวลอากาศทำหน้าที่ป้องกันความร้อน และอลูมิเนียมฟอยล์ทำหน้าที่สะท้อนความร้อน

7.ฉนวนพอลิสไตรีนโฟม (Polystyrene Foam Insulation) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โฟมขาว PS Foam EPS (Expanded Polystyrene) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีสไตรีน (Polystyrene) ขยายตัว (Expanded) มีลักษณะเป็นแผ่นโฟมสีขาว น้ำหนักเบา กันความร้อน กันเสียง กันน้ำ และราคาประหยัด

8.ฉนวนใยหิน (Rockwool Insulation) หรือที่เรียกว่า “ร็อควูล” เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากหินบะซอลท์ (Basalt) หลอมละลายแล้วเป่าเป็นเส้นใยละเอียด คล้ายขนสัตว์ มีคุณสมบัติกันความร้อน กันเสียง กันไฟ ทนทาน และติดตั้งง่าย

การติดตั้งฉนวนกันความร้อน มีด้วยกัน 3 แบบ

  1. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนฝ้า
    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนฝ้าเพดานเป็นการป้องกันความร้อนสะสมภายใต้หลังคาอย่างมีประสิทธิภาพ ฉนวนความร้อนที่ถูกติดตั้งบนฝ้าจะต้องมีความหนาพอเหมาะ และควรมีการป้องกันความชื้นด้วยวัสดุที่เหมาะสม เพื่อป้องกันน้ำที่อาจเข้ามาในฉนวน นอกจากนี้ ควรมีช่องระบายความร้อนที่ชัดเจนบริเวณชายคาบ้าน เพื่อป้องกันความร้อนสะสมเกินไป ฉนวนกันความร้อนที่นิยมใช้บนฝ้าเพดานได้แก่ พอลิเอทิลีนโฟม พอลิเอทิลีน บับเบิลฟอยล์ พอลิยูรีเทนโฟม และฉนวนใยแก้ว
  2. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้แผ่นหลังคา
    ฉนวนกันความร้อนชนิดนี้มักจะติดตั้งมาพร้อมกับการสร้างบ้าน มีประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีมากจึงเป็นวิธีการติดตั้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ช่วยทำให้ความร้อนเข้าสู่ใต้หลังคาน้อยลง โดยฉนวนกันความร้อนที่นิยมนำมาติดตั้งใต้หลังคาคือ ฉนวนใยแก้วแบบแผ่น อลูมิเนียมฟอยล์ พอลิเอทิลีนโฟม โพลียูรีเทนโฟม และพอลิเอทิลีน บับเบิลฟอยล์
  3. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนหลังคา
    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนหลังคา เป็นวิธีที่ดีในการลดความร้อนที่เข้ามาในบ้าน แต่ควรระวังในการดูแลรักษาเพื่อป้องกันการสภาพของฉนวนให้ยังคงมีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้หลังคากันความร้อนใช้งานได้นานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ควรตรวจสอบสภาพของหลังคากันความร้อนอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพและความสกปรกสะสมที่อาจเกิดขึ้นได้ ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเพื่อให้หลังคากันความร้อนใช้งานได้ดีตลอดเวลา และป้องกันการเสื่อมสภาพอย่างเหมาะสม

ค่าฉนวนกันความร้อน

ค่าฉนวนกันความร้อน (Insulation Value) มี 2 ค่าสำคัญ ดังนี้:

1. ค่าสัมผัสความร้อน (Thermal Conductivity, K-value)

  • บอกถึงความสามารถในการนำความร้อนของฉนวน
  • ยิ่งค่า K ต่ำ แสดงว่าฉนวนนั้นนำความร้อนได้น้อย กันความร้อนได้ดี
  • หน่วยวัดเป็น W/mK (วัตต์ต่อเมตรต่อเคลวิน)
  • ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง ค่า K ควรต่ำกว่า 0.04 W/mK

2. ค่าความต้านทานความร้อน (Thermal Resistance, R-value)

  • บอกถึงความสามารถของฉนวนในการต้านทานการไหลของความร้อน
  • ยิ่งค่า R สูง แสดงว่าฉนวนนั้นต้านทานความร้อนได้ดี กันความร้อนได้ดี
  • คำนวณจาก R = Thickness / K
  • หน่วยวัดเป็น m²K/W (ตารางเมตรต่อเคลวินต่อวัตต์)
  • ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง ค่า R ควรมากกว่า 3 m²K/W

การดูแลรักษาฉนวนกันความร้อน

การดูแลรักษาฉนวนกันความร้อน มีวิธีง่ายๆ ดังนี้:

การตรวจสอบสภาพ:

  • ตรวจสอบสภาพฉนวนกันความร้อนเป็นประจำทุกปี ว่ามีรอยฉีกขาด รอยรั่ว หรือร่องรอยความเสียหายอื่นๆ หรือไม่
  • ตรวจสอบว่ามีสัตว์หรือแมลงมาอาศัยอยู่ในฉนวนกันความร้อนหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าฉนวนกันความร้อนเปียกชื้นหรือมีราขึ้นหรือไม่

การทำความสะอาด:

  • ฉนวนกันความร้อนบางชนิดสามารถทำความสะอาดด้วยการดูดฝุ่นหรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ
  • ห้ามฉีดน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดลงบนฉนวนกันความร้อนโดยตรง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตฉนวนกันความร้อนสำหรับวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง

การซ่อมแซม:

  • หากพบรอยฉีกขาด รอยรั่ว หรือร่องรอยความเสียหายอื่นๆ บนฉนวนกันความร้อน ควรซ่อมแซมโดยทันที
  • สามารถซ่อมแซมฉนวนกันความร้อนด้วยตัวเอง หรือจ้างช่างผู้ชำนาญมาซ่อมแซม

การป้องกัน:

  • ติดตั้งแผ่นกันสาดหรือหลังคาเพื่อป้องกันฉนวนกันความร้อนจากแสงแดดและฝน
  • ปิดช่องว่างหรือรูรั่วรอบๆ ฉนวนกันความร้อนเพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงเข้ามาอาศัย
  • เก็บฉนวนกันความร้อนในที่แห้งและเย็นเมื่อไม่ใช้งาน

การเปลี่ยนฉนวนกันความร้อน:

  • อายุการใช้งานของฉนวนกันความร้อนโดยทั่วไปอยู่ที่ 10-15 ปี
  • ฉนวนกันความร้อนที่เก่าหรือเสื่อมสภาพควรเปลี่ยนใหม่
  • เลือกฉนวนกันความร้อนที่มีค่า R สูง เหมาะกับสภาพอากาศในท้องถิ่น และติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ

คำแนะนำข้อควรระวังในการติดตั้งและการจัดเก็บ

  • ห้ามติดตั้งบริเวณที่โดนแสงแดด
  • ก่อนติดตั้ง ต้องทำการตัดกระแสไฟฟ้าทุกครั้งต้องมั่นใจว่าไม่มีกระแสไฟรั่ว
  • ห้ามปูทับหลอดไฟดาวน์ไลท์ หรือแหล่งความร้อน เพราะจะทำให้หลอดไฟแตกได้
  • ควรระวังของแหลมคมในระหว่างการติดตั้ง ที่จะทำให้วัสดุปิดผิวและฉนวนฉีกขาดได้
  • ควรซ่อมแซมรอยฉีกขาดด้วยเทปอลูมิเนียมฟอยล์ หรือ แม็กเย็บเมื่อฉนวนคืนเต็มตัวเต็มที่แล้ว
  • ควรเก็บสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท และควรเก็บให้พ้นจากความชื้นและแสงแดดควรจัดเก็บในที่แห้ง โดยให้ห่างจากสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง
  • ฉนวนกันความร้อนใช้สำหรับกันความร้อนใต้หลังคาบริเวณเหนือฝ้าเพดาน ภายในบ้าน อาคาร สำนักงาน โรงงาน และสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการป้องกันความร้อนเท่านั้น
  • ห้ามใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ห้ามดัดแปลง แก้ไข ฉนวนกันความร้อน
  • ห้ามรับประทานหรือนำฉนวนกันความร้อนเข้าปาก

สามารถติดตามข่าวสินค้าจากเราได้ Fanpage: HOMESMART.ME