ฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อน หรือ แผ่นกันความร้อน วัสดุที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนจากภายนอกไม่ให้ส่งผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง หรือส่งผ่านไปได้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้ว ฉนวนกันความร้อนจะประกอบไปด้วยฟองอากาศเล็ก ๆ จำนวนมาก ฟองอากาศเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นความร้อนให้อยู่แต่ในฟองอากาศ ไม่นำพาความร้อนจากแสงอาทิตย์กระจายออกไปยังส่วนต่าง ๆ ภายในบ้านฉนวนกันความร้อนมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ฉนวนกันความร้อนนิยมติดตั้งหลายส่วน เช่น ติดตั้งใต้หลังคา ขึ้นอยู่กับงบประมาณ สภาพบ้าน และความต้องการใช้งาน

หลักการทำงานของฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อนจะทำงานโดยชะลอการเคลื่อนที่ของความร้อนจากพื้นที่ที่อุณหภูมิสูงกว่าไปยังพื้นที่ที่เย็นกว่า ชะลอการสูญเสียความร้อนจากอาคารและส่วนประกอบต่างๆ เช่น ท่อ เป็นต้น ทำให้ภายในอาคารรู้สึกสบาย เก็บอากาศเย็น ไม่ร้อนเกินไปในฤดูร้อน และกักเก็บความร้อน ความอบอุ่นภายในอาคารในฤดูหนาว เมื่อติดตั้งอย่างถูกต้องแล้ว ฉนวนกันความร้อนยังสามารถช่วยในการรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ด้วย อีกทั้งยังลดค่าพลังงานไฟฟ้าให้กับอาคารของคุณอีกด้วย


ประโยชน์ของฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อน มีประโยชน์มากมายต่อทั้งบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ โดยฉนวนกันความร้อน ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในและภายนอกของอาคาร ช่วยให้อุณหภูมิภายในอาคารอยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ส่งผลดีต่อทั้งเรื่องความสบายตัวและการประหยัดพลังงาน ดังนี้

1. ช่วยลดความร้อน

ฉนวนกันความร้อน จะช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและอากาศร้อนภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในอาคาร ช่วยให้บ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ ฉนวนกันความร้อนเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย

2. ประหยัดพลังงาน

เมื่อความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคารน้อยลง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก ฉนวนกันความร้อนจึงเหมาะกับยุคที่ค่าไฟฟ้ามีราคาแพง

3. รักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้คงที่

ฉนวนกันความร้อนจะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ร้อนอบอ้าวในตอนกลางวัน และไม่หนาวเย็นในตอนกลางคืน

4. ทนทานต่อไฟไหม้

ฉนวนกันความร้อนบางชนิดมีคุณสมบัติทนทานต่อไฟไหม้ ช่วยป้องกันการลุกลามของไฟไหม้ เหมาะกับอาคารที่ต้องการความปลอดภัยสูง

5. ติดตั้งง่าย

ฉนวนกันความร้อนมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน สามารถติดตั้งได้ง่าย โดยช่างผู้ชำนาญ


ข้อดี ข้อเสีย ฉนวนกันความร้อน 

ข้อดีของฉนวนกันความร้อน

  1. ลดอุณหภูมิภายในบ้าน: ฉนวนกันความร้อนช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบายขึ้น ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ ประหยัดค่าไฟฟ้า
  2. ป้องกันเสียงรบกวน: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกอีกด้วย ทำให้บ้านเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
  3. ไม่ลามไฟ: ฉนวนกันความร้อนบางชนิดมีคุณสมบัติทนต่อไฟและไม่ก่อให้เกิดการลุกลามของไฟ
  4. ทนทาน: ฉนวนกันความร้อนส่วนใหญ่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรง มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  5. กันความชื้น: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด ยังช่วยกันความชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อราและตะไคร่น้ำบนผนังและเพดาน

ข้อเสียของฉนวนกันความร้อน

  1. ราคา: ราคาฉนวนกันความร้อนบางชนิด มีราคาค่อนข้างสูง อาจจะต้องลงทุนในช่วงแรก
  2. การติดตั้ง: การติดตั้งฉนวนกันความร้อน จำเป็นต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. พื้นที่: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด มีขนาดหนา อาจจะต้องเสียพื้นที่ภายในบ้าน
  4. ปัญหาสุขภาพ: ฉนวนกันความร้อนบางชนิด อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ระคายเคืองต่อผิวหนัง หรือระบบทางเดินหายใจ ควรเลือกฉนวนกันความร้อนจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน

ประเภทฉนวนกันความร้อน

1.ฉนวนใยแก้ว คือวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความร้อน โดยการนำฉนวนกันความร้อนใยแกวไปติดตั้งในบริเวณที่ต้องการ เช่น หลังคา หรือ บริเวณผนัง ฉนวนใยแก้วผลิตจากเส้นใยแก้วที่ผ่านกรรมวิธีการบดให้ความละเอียดมากที่สุด จากนั้นจึงนำมาขึ้นรูปทั้งแบบม้วน แบบท่อ และแบบแผ่น

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนใยแก้วมีข้อดีหลายประการ เช่น ประสิทธิภาพการกันความร้อนสูง ทนทาน กันเสียงรบกวน ติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ควรทราบถึงข้อเสียของใยแก้ว เช่น ระคายเคืองต่อผิวหนัง ดูดซับความชื้น และการกำจัดที่ยุ่งยาก ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เปรียบเทียบกับฉนวนกันความร้อนประเภทอื่นๆ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ และติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญงาน

2.ฉนวนพอลิยูรีเทนโฟม (PU Foam) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนชนิดหนึ่งที่ผลิตจากโพลีออลและไดไอโซไซยาเนต เมื่อผสมกัน จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและขยายตัวเป็นโฟมที่มีโครงสร้างเซลล์ปิด มีคุณสมบัติกันความร้อน กันเสียง กันน้ำ และทนทานต่อสารเคมี

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนพอลิยูรีเทนโฟม มีข้อดีหลายประการ เช่น ประสิทธิภาพการกันความร้อนสูง กันความชื้น กันเสียง ทนทาน ติดตั้งง่าย ประหยัดพื้นที่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม โฟม PU ก็มีข้อเสียเช่นกัน เช่น ราคาแพง ติดตั้งยาก อันตรายต่อสุขภาพ ไม่ทนไฟ และปัญหาสิ่งแวดล้อม

3.ฉนวนเซลลูโลส หรือ ฉนวนเยื่อกระดาษ เป็นฉนวนแบบฉีดพ่นใต้หลังคา ผลิตจากกระดาษใช้แล้ว ตัววัสดุสามารถป้องกันความร้อนและควบคุมอุณหภูมิได้ดี มีน้ำหนักเบา กันเสียงได้ มีสารป้องกันการลามไฟ ป้องกันเชื้อรา สามารถฉีดพ่นได้ในพื้นที่แคบ บนหลากหลายพื้นผิว ทั้งเหล็กและไม้ แต่มีข้อจำกัดคือ อาจควบคุมความหนาของฉนวนได้ไม่สม่ำเสมอ

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนเซลลูโลส เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหาฉนวนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพการกันความร้อนสูง ดูดซับเสียงได้ดี แต่ต้องคำนึงถึงราคา ความต้องการผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง และความเสี่ยงเรื่องปลวก

4.ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์ เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์บางๆ 2 แผ่นประกบกัน ตรงกลางเป็นโครงสร้างที่ช่วยเสริมความแข็งแรง ซึ่งอาจมีชั้นโครงสร้างตั้งแต่ 4 – 7 ชั้น ประกอบด้วยกระดาษคราฟต์ เส้นใยเสริมแรง โพลีเอทธีลีนฟิล์ม เป็นต้น

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์ เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการสะท้อนความร้อน มีน้ำหนักเบา ราคาประหยัด ติดตั้งง่าย แต่มีประสิทธิภาพการกันความร้อนต่ำ ไม่มีคุณสมบัติกันเสียง และต้องติดตั้งร่วมกับฉนวนกันความร้อนชนิดอื่น

5.ฉนวนพอลิเอทิลีนโฟม (PE Foam Insulation) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากโพลีเอทิลีนชนิดขยายตัว (Polyethylene Expanded) มีลักษณะเป็นแผ่นโฟมที่มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นสูง กันน้ำ กันความชื้น และทนทานต่อสารเคมี หุ้มด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ช่วยสะท้อนความร้อนในตัว

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนพอลิเอทิลีนโฟม เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีงบประมาณจำกัด ต้องการฉนวนกันความร้อนที่มีน้ำหนักเบา กันน้ำ ติดตั้งง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ควรพิจารณาข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการกันความร้อน เสียงรบกวน และความปลอดภัยจากไฟก่อนตัดสินใจซื้อ

6.ฉนวนแอร์บับเบิล (Air Bubble) คือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายแผ่นพลาสติกกันกระแทก มีมวลอากาศอยู่ตรงกลางระหว่างแผ่นฟอยล์ที่ประกบสองด้าน โดยมวลอากาศทำหน้าที่ป้องกันความร้อน และอลูมิเนียมฟอยล์ทำหน้าที่สะท้อนความร้อน

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนแอร์บับเบิล เหมาะกับผู้ที่ต้องการฉนวนกันความร้อนราคาประหยัด ติดตั้งง่าย เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง แต่มีประสิทธิภาพการกันความร้อนปานกลาง ความทนทานต่ำ ไม่สามารถกันเสียงรบกวนได้ และรูปลักษณ์อาจดูไม่สวยงาม

7.ฉนวนพอลิสไตรีนโฟม (Polystyrene Foam Insulation) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โฟมขาว PS Foam EPS (Expanded Polystyrene) เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีสไตรีน (Polystyrene) ขยายตัว (Expanded) มีลักษณะเป็นแผ่นโฟมสีขาว น้ำหนักเบา กันความร้อน กันเสียง กันน้ำ และราคาประหยัด

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อน EPS มีข้อดีหลายประการ เช่น ประหยัดพลังงาน น้ำหนักเบา กันน้ำ ราคาถูก ติดตั้งง่าย และทนทาน แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน เช่น ติดไฟง่าย ปล่อยสารพิษ ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความแข็งแรงต่ำ

8.ฉนวนใยหิน (Rockwool Insulation) หรือที่เรียกว่า “ร็อควูล” เป็นวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ผลิตจากหินบะซอลท์ (Basalt) หลอมละลายแล้วเป่าเป็นเส้นใยละเอียด คล้ายขนสัตว์ มีคุณสมบัติกันความร้อน กันเสียง กันไฟ ทนทาน และติดตั้งง่าย

    • ข้อดีและข้อเสีย

ฉนวนกันความร้อนใยหินมีข้อดีหลายประการ เช่น ประสิทธิภาพการกันความร้อนสูง กันเสียงรบกวน ทนทาน กันไฟ ราคาไม่แพง แต่ใยหินในอดีตมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ใยหินที่ใช้ในปัจจุบัน ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เส้นใยมีขนาดเล็กมาก ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือ ป้องกันการสูดฝุ่นใยหินเข้าปอด


การติดตั้งฉนวนกันความร้อน มีด้วยกัน 3 แบบ

  1. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนฝ้า
    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนฝ้าเพดานเป็นการป้องกันความร้อนสะสมภายใต้หลังคาอย่างมีประสิทธิภาพ ฉนวนความร้อนที่ถูกติดตั้งบนฝ้าจะต้องมีความหนาพอเหมาะ และควรมีการป้องกันความชื้นด้วยวัสดุที่เหมาะสม เพื่อป้องกันน้ำที่อาจเข้ามาในฉนวน นอกจากนี้ ควรมีช่องระบายความร้อนที่ชัดเจนบริเวณชายคาบ้าน เพื่อป้องกันความร้อนสะสมเกินไป ฉนวนกันความร้อนที่นิยมใช้บนฝ้าเพดานได้แก่ พอลิเอทิลีนโฟม พอลิเอทิลีน บับเบิลฟอยล์ พอลิยูรีเทนโฟม และฉนวนใยแก้ว
  2. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้แผ่นหลังคา
    ฉนวนกันความร้อนชนิดนี้มักจะติดตั้งมาพร้อมกับการสร้างบ้าน มีประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีมากจึงเป็นวิธีการติดตั้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ช่วยทำให้ความร้อนเข้าสู่ใต้หลังคาน้อยลง โดยฉนวนกันความร้อนที่นิยมนำมาติดตั้งใต้หลังคาคือ ฉนวนใยแก้วแบบแผ่น อลูมิเนียมฟอยล์ พอลิเอทิลีนโฟม โพลียูรีเทนโฟม และพอลิเอทิลีน บับเบิลฟอยล์
  3. ติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนหลังคา
    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนบนหลังคา เป็นวิธีที่ดีในการลดความร้อนที่เข้ามาในบ้าน แต่ควรระวังในการดูแลรักษาเพื่อป้องกันการสภาพของฉนวนให้ยังคงมีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้หลังคากันความร้อนใช้งานได้นานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ควรตรวจสอบสภาพของหลังคากันความร้อนอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพและความสกปรกสะสมที่อาจเกิดขึ้นได้ ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเพื่อให้หลังคากันความร้อนใช้งานได้ดีตลอดเวลา และป้องกันการเสื่อมสภาพอย่างเหมาะสม

วิธีคำนวณพื้นที่ปูฉนวนกันความร้อน

ก่อนอื่น คุณต้องทราบข้อมูลดังต่อไปนี้:

  • พื้นที่ที่ต้องการปูฉนวนกันความร้อน: วัดความยาวและความกว้างของพื้นที่ จากนั้นนำมาคูณกันเพื่อหาพื้นที่เป็นตารางเมตร
  • ขนาดของฉนวนกันความร้อน: ฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดจะมีขนาดแผ่นมาตรฐานแตกต่างกัน เช็คข้อมูลขนาดของฉนวนกันความร้อนที่คุณต้องการใช้

เมื่อทราบข้อมูลแล้ว สามารถคำนวณพื้นที่ปูฉนวนกันความร้อนได้ดังนี้:

  1. หารพื้นที่ที่ต้องการปูฉนวนกันความร้อนด้วยขนาดของฉนวนกันความร้อน:

    • ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่ต้องการปูฉนวนกันความร้อน 20 ตารางเมตร และฉนวนกันความร้อนมีขนาดแผ่น 0.60  x 4.00 เมตร (คิดเป็นพื้นที่ 2.4 ตารางเมตรต่อแผ่น) 20 ตารางเมตร / 2.4 ตารางเมตรต่อแผ่น = 8.33 แผ่น

  2. ปัดเศษจำนวนแผ่นฉนวนกันความร้อนขึ้นเป็นจำนวนเต็ม: เนื่องจากไม่สามารถตัดฉนวนกันความร้อนได้ คุณจึงต้องปัดเศษจำนวนแผ่นฉนวนกันความร้อนขึ้นเป็นจำนวนเต็ม ตัวอย่างเช่น 8.33 แผ่น ปัดเศษขึ้นเป็น 9 แผ่น

ดังนั้น คุณจะต้องใช้ฉนวนกันความร้อน 9 แผ่นสำหรับปูพื้นที่ 20 ตารางเมตร


ขั้นตอนการติดตั้งฉนวนกันความร้อน

ก่อนการติดตั้ง

  1. เลือกประเภทของฉนวนกันความร้อน: เลือกประเภทของฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ ปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ประเภทของพื้นที่ที่จะติดตั้ง งบประมาณ และประสิทธิภาพการกันความร้อน
  2. คำนวณปริมาณฉนวน: วัดพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งฉนวน คำนวณจำนวนแผ่นหรือม้วนฉนวนที่จำเป็น เผื่อวัสดุเพิ่มไว้สำหรับการสูญเสีย
  3. เตรียมพื้นผิว: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นผิวที่ติดตั้งสะอาด แห้ง และเรียบ กำจัดสิ่งสกปรก เศษซาก และสิ่งกีดขวาง
  4. สวมอุปกรณ์ป้องกัน: สวมถุงมือ หน้ากากอนามัย และแว่นตาป้องกัน เพื่อป้องกันการระคายเคืองจากใยแก้ว

ติดตั้งฉนวน

  1. ตัดฉนวนให้ได้ขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่
  2. วางฉนวนลงบนพื้นผิว ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผ่นฉนวนแนบสนิทกับพื้นผิวและไม่มีช่องว่าง
  3. สำหรับฉนวนใยแก้วชนิดม้วน คลี่ม้วนฉนวนออกอย่างช้าๆ โดยปล่อยให้คลายตัวลงบนพื้นผิว
  4. ยึดฉนวนเข้ากับพื้นผิว วิธีการยึดจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของฉนวน โดยทั่วไปแล้ว ฉนวนใยแก้วชนิดม้วนจะยึดด้วยแม็กหรือตะปู ฉนวนใยแก้วชนิดแผ่นจะยึดด้วยกาวหรือหมุด
  5. ปิดรอยต่อระหว่างแผ่นฉนวนด้วยเทปปิดรอยต่อหรือวัสดุอื่นๆ

ค่าฉนวนกันความร้อน

ค่าฉนวนกันความร้อน (Insulation Value) มี 2 ค่าสำคัญ ดังนี้:

1. ค่าสัมผัสความร้อน (Thermal Conductivity, K-value)

  • บอกถึงความสามารถในการนำความร้อนของฉนวน
  • ยิ่งค่า K ต่ำ แสดงว่าฉนวนนั้นนำความร้อนได้น้อย กันความร้อนได้ดี
  • หน่วยวัดเป็น W/mK (วัตต์ต่อเมตรต่อเคลวิน)
  • ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง ค่า K ควรต่ำกว่า 0.04 W/mK

2. ค่าความต้านทานความร้อน (Thermal Resistance, R-value)

  • บอกถึงความสามารถของฉนวนในการต้านทานการไหลของความร้อน
  • ยิ่งค่า R สูง แสดงว่าฉนวนนั้นต้านทานความร้อนได้ดี กันความร้อนได้ดี
  • คำนวณจาก R = Thickness / K
  • หน่วยวัดเป็น m²K/W (ตารางเมตรต่อเคลวินต่อวัตต์)
  • ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง ค่า R ควรมากกว่า 3 m²K/W

หลัการเลือกฉนวนกันความร้อน

1.ค่า R (R-value) และ ค่า K (K-value)

  • ค่า R คือ ค่าความต้านทานความร้อน ยิ่งค่า R สูง ฉนวนกันความร้อนจะยิ่งมีประสิทธิภาพในการชะลอความร้อนได้ดี
  • ค่า K คือ ค่าการนำความร้อน ยิ่งค่า K ต่ำ ฉนวนกันความร้อนจะยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนได้ดี

2.ประเภทของฉนวนกันความร้อน: ฉนวนกันความร้อนมีหลายประเภท เช่น ใยแก้ว โฟม พลาสติก ฯลฯ แต่ละประเภทมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่าง

3.สภาพอากาศ: ควรเลือกฉนวนกันความร้อนให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในพื้นที่ เช่น พื้นที่ร้อนจัด ควรเลือกฉนวนกันความร้อนที่มีค่า R สูง

4.งบประมาณ: ฉนวนกันความร้อนมีราคาแตกต่างกันไป ควรเลือกฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมกับงบประมาณ


ฉนวนกันความร้อน ต่างกับ แผ่นสะท้อนความร้อน อย่างไร ?

ฉนวนกันความร้อน

  • ฉนวนกันความร้อน ทำหน้าที่ กันความร้อน ไม่ให้ผ่านเข้ามาในอาคาร เปรียบเสมือนกำแพงกั้นความร้อน
  • มีหลายชนิด เช่น ใยแก้ว โฟมยาง แผ่นใยหิน แต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและราคาต่างกัน
  • ติดตั้งได้ทั้งใต้หลังคา ผนัง และพื้น
  • ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ประหยัดพลังงานค่าไฟฟ้า
  • มีประสิทธิภาพดี เหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัด

แผ่นสะท้อนความร้อน

  • แผ่นสะท้อนความร้อน ทำหน้าที่ สะท้อนความร้อน จากแสงแดดออกไป ไม่ให้เข้ามาในอาคาร
  • มักผลิตจากอลูมิเนียมฟอยล์
  • ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนใต้หลังคา
  • ช่วยลดอุณหภูมิใต้หลังคา ป้องกันความร้อนแผ่ลงมาภายในอาคาร
  • มีราคาถูก ติดตั้งง่าย
  • เหมาะกับพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด

อายุการใช้งานฉนวนกันความร้อน

อายุการใช้งานของฉนวนกันความร้อนโดยทั่วไปอยู่ที่ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้

ประเภทของฉนวน:

    • ฉนวนใยแก้ว: มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด ประมาณ 10-15 ปี
    • ฉนวนใยหิน: มีอายุการใช้งานประมาณ 7-10 ปี
    • ฉนวนโฟมพลาสติก: มีอายุการใช้งานสั้นที่สุด ประมาณ 5-7 ปี

สภาพแวดล้อม:

    • พื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัด และความชื้นสูง ฉนวนจะเสื่อมสภาพเร็วกว่า
    • พื้นที่ที่มีฝุ่นละอองเยอะ ฉนวนอาจอุดตันและประสิทธิภาพลดลง

คุณภาพของฉนวน:

    • ฉนวนคุณภาพดีจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า

การติดตั้ง:

    • ฉนวนที่ติดตั้งอย่างถูกต้องตามวิธีการ จะช่วยยืดอายุการใช้งาน

การดูแลรักษาฉนวนกันความร้อน

การดูแลรักษาฉนวนกันความร้อน มีวิธีง่ายๆ ดังนี้:

การตรวจสอบสภาพ:

  • ตรวจสอบสภาพฉนวนกันความร้อนเป็นประจำทุกปี ว่ามีรอยฉีกขาด รอยรั่ว หรือร่องรอยความเสียหายอื่นๆ หรือไม่
  • ตรวจสอบว่ามีสัตว์หรือแมลงมาอาศัยอยู่ในฉนวนกันความร้อนหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าฉนวนกันความร้อนเปียกชื้นหรือมีราขึ้นหรือไม่

การทำความสะอาด:

  • ฉนวนกันความร้อนบางชนิดสามารถทำความสะอาดด้วยการดูดฝุ่นหรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ
  • ห้ามฉีดน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดลงบนฉนวนกันความร้อนโดยตรง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตฉนวนกันความร้อนสำหรับวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง

การซ่อมแซม:

  • หากพบรอยฉีกขาด รอยรั่ว หรือร่องรอยความเสียหายอื่นๆ บนฉนวนกันความร้อน ควรซ่อมแซมโดยทันที
  • สามารถซ่อมแซมฉนวนกันความร้อนด้วยตัวเอง หรือจ้างช่างผู้ชำนาญมาซ่อมแซม

การป้องกัน:

  • ติดตั้งแผ่นกันสาดหรือหลังคาเพื่อป้องกันฉนวนกันความร้อนจากแสงแดดและฝน
  • ปิดช่องว่างหรือรูรั่วรอบๆ ฉนวนกันความร้อนเพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงเข้ามาอาศัย
  • เก็บฉนวนกันความร้อนในที่แห้งและเย็นเมื่อไม่ใช้งาน

การเปลี่ยนฉนวนกันความร้อน:

  • อายุการใช้งานของฉนวนกันความร้อนโดยทั่วไปอยู่ที่ 10-15 ปี
  • ฉนวนกันความร้อนที่เก่าหรือเสื่อมสภาพควรเปลี่ยนใหม่
  • เลือกฉนวนกันความร้อนที่มีค่า R สูง เหมาะกับสภาพอากาศในท้องถิ่น และติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ

คำแนะนำข้อควรระวังในการติดตั้งและการจัดเก็บ

  • ห้ามติดตั้งบริเวณที่โดนแสงแดด
  • ก่อนติดตั้ง ต้องทำการตัดกระแสไฟฟ้าทุกครั้งต้องมั่นใจว่าไม่มีกระแสไฟรั่ว
  • ห้ามปูทับหลอดไฟดาวน์ไลท์ หรือแหล่งความร้อน เพราะจะทำให้หลอดไฟแตกได้
  • ควรระวังของแหลมคมในระหว่างการติดตั้ง ที่จะทำให้วัสดุปิดผิวและฉนวนฉีกขาดได้
  • ควรซ่อมแซมรอยฉีกขาดด้วยเทปอลูมิเนียมฟอยล์ หรือ แม็กเย็บเมื่อฉนวนคืนเต็มตัวเต็มที่แล้ว
  • ควรเก็บสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท และควรเก็บให้พ้นจากความชื้นและแสงแดดควรจัดเก็บในที่แห้ง โดยให้ห่างจากสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง
  • ฉนวนกันความร้อนใช้สำหรับกันความร้อนใต้หลังคาบริเวณเหนือฝ้าเพดาน ภายในบ้าน อาคาร สำนักงาน โรงงาน และสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการป้องกันความร้อนเท่านั้น
  • ห้ามใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ห้ามดัดแปลง แก้ไข ฉนวนกันความร้อน
  • ห้ามรับประทานหรือนำฉนวนกันความร้อนเข้าปาก

สามารถติดตามข่าวสินค้าจากเราได้ Fanpage: HOMESMART.ME