ปูน หรือ ปูนซีเมนต์

ปูน หรือ ปูนซีเมนต์ (Cement) ปูน มีลักษณะเม็ดละเอียดที่ได้จากหินปูน เปลือกหอย หรือแร่ธาตุอื่น เมื่อผสมกับน้ำ จะเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้เนื้อปูนเปลี่ยนเป็นเนื้อครีมเหนียว และเมื่อแห้งจะแข็งตัวจับเป็นก้อน นิยมใช้ในงานก่อสร้างและงานปั้น เป็นการก่อสร้างอาคาร ถนน สะพาน และโครงสร้างอื่นๆ เข้าด้วยกัน

คุณสมบัติของ ปูน 

1. การยึดเกาะ (Setting)

ปูนเมื่อผสมกับน้ำ จะเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้ปูนจับตัวกันเป็นเนื้อเดียว แข็งตัว และยึดเกาะกับวัสดุอื่น ๆ ได้ดี

2. กำลังอัด (Compressive Strength)

ปูนเมื่อผสมกับน้ำ ทราย หิน และน้ำ จะกลายเป็นคอนกรีตที่มีกำลังอัดสูง เหมาะสำหรับงานโครงสร้างที่รับน้ำหนักมาก

3. ความคงทน (Durability)

ปูนมีความทนทานต่อสภาพอากาศ ทนต่อการกัดกร่อน เหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องใช้งานกลางแจ้ง

4. เวลาการแข็งตัว (Setting Time)

ปูนมีเวลาการแข็งตัวที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของปูน เหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการความเร็วในการทำงาน

5. การหดตัว (Shrinkage)

ปูนจะหดตัวเมื่อแห้ง อาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวบนผิวงาน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการการควบคุมการหดตัว

6. ความร้อน (Heat)

ปูนเมื่อผสมกับน้ำ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ปล่อยความร้อนออกมา เหมาะสำหรับงานก่อสร้างในอากาศเย็น

7. สี (Color)

ปูนมีสีขาว สีเทา หรือสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของปูน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการสีสันเฉพาะ

การใช้งานปูนซีเมนต์

ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุหลากหลายการใช้งานในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง โดยจุดประสงค์ในการใช้งานวัสดุอย่างปูนซีเมนต์สามารถเลือกได้หลายแบบด้วย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งาน โดยจะมีดังนี้

  • คอนกรีต : การใช้หลักของปูนซีเมนต์คือทําคอนกรีต เมื่อผสมกับมวลรวมและน้ํา จะได้วัสดุที่แข็งแรงสําหรับอาคาร ถนน สะพาน และอื่นๆ
  • ปูนฉาบและปูนปลาสเตอร์ : ปูนซีเมนต์ใช้ทําปูนฉาบเพื่อยึดอิฐก่อ และปูนปลาสเตอร์เพื่อให้ผิวผนังและเพดานเรียบ
  • ผลิตวัสดุก่อสร้าง : วัสดุก่อสร้างหลายชนิด เช่น บล็อก ท่อ และกระเบื้อง ผลิตจากปูนซีเมนต์
  • โครงสร้างศิลปะ : ปูนซีเมนต์มักใช้สําหรับปั้นรูปปั้นสิ่งก่อสร้างเพื่อความสวยงาม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและความทนทาน

ปัจจัยในการเลือกใช้ปูนซีเมนต์

การเลือกซื้อปูนให้เหมาะสมกับงานก่อสร้าง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปูนซีเมนต์เป็นส่วนประกอบหลักของคอนกรีต

ปัจจัยที่ต้องพิจารณา

  • ประเภทของงานก่อสร้าง

    • งานคอนกรีตเสริมเหล็ก : เลือกใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
    • งานก่ออิฐ : เลือกใช้ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่ออิฐ
    • งานฉาบปูน : เลือกใช้ปูนซีเมนต์สำหรับงานฉาบ
    • งานก่อสร้างที่สัมผัสกับน้ำทะเล : เลือกใช้ปูนซีเมนต์ทนซัลเฟต
    • งานก่อสร้างที่ต้องการความเร็ว : เลือกใช้ปูนซีเมนต์แข็งตัวเร็ว
  • สภาพพื้นที่

    • พื้นที่ที่มีความชื้นสูง : เลือกใช้ปูนซีเมนต์กันน้ำ
    • พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง : เลือกใช้ปูนซีเมนต์ทนความร้อน
  • สภาพอากาศ

    • อากาศร้อน : เลือกใช้ปูนซีเมนต์ที่มีเวลาการแข็งตัวนาน
    • อากาศเย็น : เลือกใช้ปูนซีเมนต์ที่มีเวลาการแข็งตัวเร็ว
  • งบประมาณ

    • ปูนซีเมนต์แต่ละประเภทมีราคาแตกต่างกัน

วิธีการเลือกซื้อ

  • เลือกซื้อปูนซีเมนต์จากร้านค้าที่เชื่อถือได้
  • ตรวจสอบสภาพของถุงปูนซีเมนต์ : ไม่ควรมีรอยฉีกขาดหรือรั่ว
  • ตรวจสอบวันหมดอายุ : ปูนซีเมนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน
  • ตรวจสอบคุณภาพของปูนซีเมนต์ : ไม่ควรจับตัวเป็นก้อน

วิธีการผสมปูนซีเมนต์

ปูน

1. เตรียมอุปกรณ์

  • ปูนซีเมนต์
  • ทราย
  • หิน
  • น้ำ
  • กระบะผสม
  • จอบ
  • เฟือง

2.การเตรียมพื้นที่ในการเทปูน

  • การวัดขนาดพื้นที่ หากต้องการเทพื้น ด้วยตนเอง หรือซื้อคอนกรีตสำเร็จรูปมาเทพื้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ ก่อนการเทพื้น ต้องวัดขนาดของพื้นที่ให้รอบด้าน ทั้งความกว้าง ความยาว และความลึก เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณปูนคอนกรีตที่จะนำมาใช้ในการเทพื้นคอนกรีต
  • การปรับระดับพื้นที่ดินเดิมให้เรียบร้อย การเตรียมพื้นที่ในการเทพื้นปูน จะต้องทำความสะอาดบริเวณที่จะเทให้สะอาด ปรับระดับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน หากเป็นพื้นดินจะต้องบดอัดให้แน่น รองด้วยทรายประมาณ 5 เซนติเมตร แล้วบดให้แน่นอีกครั้ง เพื่อป้องกันการยุบตัวของทราย

3. อัตราส่วนการผสมปูนซีเมนต์

อัตราส่วนการผสมปูนซีเมนต์ ทราย และหิน ขึ้นอยู่กับประเภทของงานก่อสร้าง โดยทั่วไปนิยมใช้อัตราส่วน 1:2:4

  • ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน
  • ทราย 2 ส่วน
  • หิน 4 ส่วน

4. ขั้นตอนการผสมปูนซีเมนต์

  1. เทปูนซีเมนต์และทรายลงในกระบะผสม
  2. ผสมปูนซีเมนต์และทรายให้เข้ากัน
  3. เติมหินลงไป
  4. ผสมปูนซีเมนต์ ทราย และหินให้เข้ากัน
  5. ค่อยๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อย
  6. ผสมปูนซีเมนต์ ทราย หิน และน้ำจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว

5. เทคนิคการผสมปูนซีเมนต์

  • ควรผสมปูนซีเมนต์บนพื้นเรียบ
  • ควรผสมปูนซีเมนต์ในปริมาณที่พอเหมาะกับการใช้งาน
  • ควรใช้น้ำสะอาดในการผสม
  • ควรผสมปูนซีเมนต์จนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ไม่เป็นก้อน
  • ควรใช้ปูนซีเมนต์ที่ผสมเสร็จภายใน 30 นาที

6. คำแนะนำ

  • สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ หน้ากาก แว่นตา ในการผสมปูนซีเมนต์
  • ห้ามสูดดมฝุ่นปูนซีเมนต์
  • ห้ามสัมผัสปูนซีเมนต์กับดวงตาและผิวหนัง
  • ล้างมือให้สะอาดหลังการผสมปูนซีเมนต์

ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่อสร้าง

ความสำคัญของการก่อสร้างบ้านหรืออาคาร จำเป็นต้องใช้ปูนงานโครงสร้างหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เพราะเกี่ยวข้องกับงานโครงสร้างโดยตรง สามารถทำให้มีความแข็งแรงและทนทาน เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยตามความเหมาะสมกับพื้นที่หน้างาน จึงทำให้ปูนงานโครงสร้างมีทั้งหมด 5 ชนิด

  • ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป (Ordinary Portland cement)

หรือปูนซีเมนต์ประเภทที่ 1 ซึ่งก็คือ ปูนซีเมนต์ที่ใช้กับงานคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงทนทานและรองรับน้ำหนักได้สูง เช่น ถนน สะพาน เสาอาคาร คาน และงานฐานราก เป็นต้น ถึงแม้จะมีความแข็งแรง ทนทานสูง แต่ปูนชนิดนี้กลับไม่ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือซัลเฟอร์หรือสารที่เป็นด่าง เช่น
น้ำทะเล เป็นต้น

  • ปูนซีเมนต์ดัดแปลง (Modified Portland cement) หรือปูนซีเมนต์ประเภทที่ 2

โดยเป็นปูนซีเมนต์ที่มีปรับปรุงคุณภาพให้มีความทนทานต่อเกลือซัลเฟอร์หรือสารที่เป็นด่างสูงขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถกักเก็บความร้อนได้ดี จึงนิยมใช้ปูนชนิดนี้ในการสร้างโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่หรืออยู่ใกล้แหล่งซัลเฟอร์ที่มีความเป็นด่างสูง เช่น ทะเล และป่าชายเลน เป็นต้น

  • ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ให้กำลังอัดเร็ว (High-early Strength Portland cement)

หรือปูนซีเมนต์ประเภทที่ 3 คือ ปูนซีเมนต์ที่มีความละเอียดสูงมาก คุณสมบัติของปูนชนิดนี้ คือ แข็งตัวเร็ว จึงเหมาะกับงานด่วน เพราะสามารถถอดแบบได้เร็วกว่าการใช้ปูนชนิดอื่น แต่ว่าต้องมีการบ่มปูนให้เหมาะสมด้วยจึงจะทำคอนกรีตที่เทมีความแข็งแรง นิยมนำมาใช้ในการทำคอนกรีตอัดแรง เสาเข็ม พื้นถนน พื้นสำเร็จรูป เป็นต้น

  • ปูนซีเมนต์ที่มีอัตราความร้อนต่ำ (Low-heat Portland cement)

หรือปูนซีเมนต์ประเภทที่ 4 คือ ปูนที่มีอัตราการคายความร้อนต่ำ ทำให้คอนกรีตมีการแข็งตัวอย่างช้าและมีความแข็งแรงไม่เกิดการแตกร้าว แม้จะอยู่ในภาวะที่มีความเย็นสูงหรือความร้อนสูง เหมาะกับงานที่ต้องใช้คอนกรีตเป็นจำนวนมากในการก่อสร้าง เช่น การสร้างเขื่อน เป็นต้น

  • ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทนซัลเฟตได้สูง (Sulfate Resistance Portland cement) หรือปูนซีเมนต์ประเภทที่ 5

คือ ปูนซีเมนต์ที่ออกแบบมาให้มีความทนทานต่อความเป็นด่างหรือซัลเฟอร์ตามธรรมชาติ เช่น น้ำทะเล ดินเค็ม เป็นต้น สามารถนำมาใช้ได้กับงานทุกประเภทที่อยู่ใกล้ทะเล ป่าชายเลนหรือแหล่งน้ำเค็มทั่วไป

ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่อหรืองานฉาบ

เป็นปูนที่มีกำลังน้อยกว่าปูนงานโครงสร้างหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ปูนงานตกแต่ง’ จึงมีหน้าที่สำหรับการก่อและฉาบเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติของการยึดเกาะอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการก่ออิฐหรือฉาบพื้นกับผนังให้เรียบเนียน

  • ปูนซีเมนต์ผสม (Mixed Cement) ปูนซีเมนต์ผสม คือ ปูนซีเมนต์ที่ผสมวัสดุเฉื่อยหรือเติมหินปูนในอัตราส่วน 1:4 (ประมาณ 25 – 30%) เพื่อให้ปูนเหนียว ยึดเกาะผนังได้ดี แข็งตัวช้า ช่วยลดการแตกร้าวของผนังได้ จึงเหมาะกับงานก่อและงานฉาบที่ต้องใช้ความประณีตและเวลาในการทำ เหมาะสําหรับก่ออิฐ  ฉาบปูน ตกแต่ง และเทคอนกรีตโครงสร้างขนาดเล็ก เช่น ตอม่อ เสาคาน พื้นบ้านชั้นเดียว ลานวัด งานปั้นบัวโอ่งซีเมนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติที่เหนียว ลื่น จึงเป็นที่นิยมใช้ในงานปูนปั้น แต่ไม่เหมาะกับงานโครงสร้างเพราะรับน้ำหนักได้น้อย
  • ปูนซีเมนต์สำเร็จรูปหรือปูนมอร์ต้า ลักษณะการใช้งานคล้ายกับปูนซีเมนต์ผสม แต่ไม่มีส่วนผสมของหินปูน มีเพียงแค่ปูนซีเมนต์ ทราย และน้ำยาผสมคอนกรีต จึงทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้ เป็นอีก ประเภทของปูน ที่ใช้งานง่ายมาก เพียงแค่เติมน้ำลงไปก็สามารถใช้งานได้เลย
  • ปูนซีเมนต์ Masonry ปูนซีเมนต์ Masonry เป็นปูนที่มีเนื้อละเอียด มีความเรียบเนียนสูง เวลาฉาบไม่ต้องใช้แรงเยอะ อุ้มน้ำได้ดี ช่วยลดการดูดซึมน้ำของผนังอิฐ หมดกังวลกับรอยแตกหรือผนังลอกหลังจากที่ปูนแห้ง ผลิตขึ้นเพื่อใช้กับงานฉาบผนังเท่านั้น ก่อนนำไปใช้งานต้องผสมกับทรายและน้ำ

 ปูนซีเมนต์สำหรับงานพิเศษ

1.ปูนซีเมนต์ขุดเจาะน้ำมัน (Oil-Well Cement) ส่วนมากผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภททนซัลเฟตสูง ผสมกับสารหน่วงปฏิกิริยาไฮเดรชั่น ทำให้ก่อตัวช้า สามารถทนต่อซัลเฟตด่างและเกลือ ใช้ในสภาวะที่มีความกดดันและอุณหภูมิสูง ๆ ที่ระดับความลึกของน้ำทะเลได้ เหมาะสําหรับงานขุดเจาะบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

2.ปูนซีเมนต์ขาว (White Portland Cement) ปูนซีเมนต์ขาว มีลักษณะเป็นสีขาว ผสมเข้ากับสีต่าง ๆ ได้ คุณสมบัติแข็งตัวช้า ยึดเกาะดี แต่มีความทนทานต่ำ รับน้ำหนักได้น้อย ผลิตเพื่อใช้ในงานตกแต่งเน้นสวยงามเป็นหลัก สามารถสร้างสรรค์วัสดุชิ้นงาน เพื่อประดับตกแต่งได้ เช่น เทอร์ราซโซ งานหินขัดงานหินล้าง กรวดล้าง ทรายล้าง รวมถึงงานตกแต่งภายในและภายนอกอาคารที่เน้นสวยงามและความทนทานเป็นหลัก  แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

  • งานเทอร์ราซโซ หรืองานหินขัด (Terrazzo) เหมาะสําหรับงานแต่งผิว เช่น พื้นผนัง Counter Top
  • งานเทอร์ราซโซมวลละเอียด (Finazzo) ใช้งานคล้ายเทอร์ราซโซ แต่ให้ความนุ่มนวลเรียบเนียนกว่า
  • งานแนชเชอรัลลุค (Natural Look) หรือ งานหินล้าง กรวดล้าง ทรายล้าง เหมาะสําหรับงานตกแต่งภายนอก เช่น พื้นผนัง กําแพง รั้วบ้าน เป็นต้น
  • งานหล่อและงานปั้น (Casting and Sculpture) เช่น อ่างน้ำพุ เคาน์เตอร์ เก้าอี้สนาม อ่างอาบน้ำ ฯลฯ
  • งานคอนกรีตขาว (White Concrete) เหมาะกับงานผนังอุโมงค์ รั้วกั้นถนน หรืองานที่ไม่ต้องการทาสี เนื่องจากปูนซีเมนต์ช่วยสะท้อนแสงได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นแผ่นผนังสําเร็จรูปหรือคอนกรีตสําเร็จรูปในขั้นตอนต่อไปได้

คอนกรีต

คอนกรีต จะมีประโยคที่เราได้ยินคุ้นหูกันมากที่สุดคือ ‘ผสมปูน’ ที่มีส่วนประกอบสำคัญอย่างปูนซีเมนต์, ทราย, หิน และน้ำ เพื่อแปรสภาพของแข็งให้กลายเป็นของเหลว จะได้สะดวกต่อการนำไปหล่อหรือเทในพื้นที่ และรอให้แห้งสนิทจนแข็งกลายเป็นคอนกรีต ซึ่งอัตราส่วนในการผสมจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของสิ่งปลูกสร้าง จึงทำให้คอนกรีตมีหลายประเภท

ประเภทของคอนกรีตแบบเบื้องต้น

  • คอนกรีตทั่วไป เป็นคอนกรีตมาตรฐานที่ใช้กับงานโครงสร้างทั่วไป สามารถทำเป็นพื้น, เสา และคานได้ โดยกำลังอัดของคอนกรีตจะอยู่ที่ประมาณ 180 ถึง 400 ksc
  • คอนกรีตผิวเรียบ เน้นเรื่องของความสวยงาม เพราะเป็นคอนกรีตที่ทำให้ผิวสม่ำเสมอและเรียบเนียน ไม่มีรูของฟองอากาศหรือร่องรอยของทรายที่ไม่ละเอียด
  • คอนกรีตกันซึม เหมาะสำหรับพื้นที่ต้องสัมผัสกับน้ำอย่างเป็นประจำ เช่น ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำ เพราะมีคุณสมบัติที่ต้านทานน้ำและช่วยยืดอายุการใช้งาน
  • คอนกรีตในน้ำ มีคุณสมบัติที่สามารถหล่อคอนกรีตใต้น้ำได้จริง และมีแรงอัดสูงสุด 380 – 450 ksc มักใช้ทำสะพานข้ามแม่น้ำ
  • คอนกรีตติดทะเล จำเป็นต้องใช้กับสิ่งปลูกสร้างที่มีระยะห่างจากทะเลไม่เกิน 15 กม. เพราะคอนกรีตมีความทนทานต่อสารซัลเฟตได้อย่างดี

ปูนซีเมนต์กับคอนกรีตแตกต่างกันอย่างไร

  • ปูนซีเมนต์ จะมีลักษณะเป็นผงที่อยู่ในถุง ยังไม่ได้ถูกนำไปผสมหรือเจือปนด้วยสารประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปูนสำหรับงานโครงสร้าง, งานก่อ และงานฉาบ
  • คอนกรีต เป็นการนำปูนซีเมนต์, ทราย, หิน และน้ำ มาผสมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันจนแปรสภาพเป็นของเหลว จึงจะสามารถนำไปเทหรือหล่อให้ขึ้นรูป และถ้าปล่อยเอาไว้ให้แห้งสนิทก็จะกลายเป็นโครงสร้างที่เราต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้งานปูนซีเมนต์

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตรงๆ 

หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับปูนซีเมนต์ตรงๆ รวมไปถึงต้องระมัดระวังไม่ให้ปูนซีเมนต์เข้าปากหรือตาด้วย ไม่ว่าจะเป็นผงปูนหรือปูนที่เปียกชื้นก็ตาม หากปูนซีเมนต์สัมผัสกับผิวหนังจะทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง เนื่องจากปูนซีเมนต์จะทำลายผิวหนังชั้นนอกและผิวหนังชั้นใน และก่อให้เกิดแผลไหม้พุพองได้ แนะนำให้รีบล้างออกให้เร็วที่สุด

ถ้าปูนซีเมนต์กระเด็นเข้าตา แม้เพียงเล็กน้อยหรือเป็นเพียงเศษฝุ่นก็ตาม อาจจะเกิดบาดแผลที่กระจกตาได้ ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที นานอย่างน้อย 15 นาที และรีบไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน ส่วนกรณีที่ปูนซีเมนต์เข้าไปในปากของเราแล้ว จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย ให้ดื่มน้ำตามมากๆ ห้ามอาเจียน และไปพบแพทย์โดยด่วนเช่นกัน

2. ควรสวมเสื้อผ้ามิดชิด

ความอันตรายจากการสัมผัสกับปูนซีเมนต์ตามที่เราได้บอกไป ส่งผลให้ช่างปูน ช่างคอนกรีต และช่างก่อสร้างต้องสวมเสื้อผ้าอย่างมิดชิด เพื่อให้แน่ใจว่าปูนซีเมนต์ที่กระเด็นมาโดน จะไม่สามารถแทรกซึมผ่านเข้ามาโดนผิวหนังได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงมือกันน้ำ รองเท้าบูท หรือแว่นตานิรภัยล้วนช่วยปกป้องร่างกายทั้งสิ้น

3. อันตรายต่อทางเดินหายใจ

ผงปูนซีเมนต์อาจโดนลมพัดและปลิวเข้าไปในทางเดินหายใจของคุณได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุโพรงจมูกและทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ อย่างโรคหอบหืด หรือโรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น แม้จะเป็นการสูดดมฝุ่นละอองเพียงแค่น้อยนิดก็ตาม

หากรู้สึกว่าได้มีการสูดดมผงปูนซีเมนต์เข้าไป แนะนำให้ไปสูดอากาศในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกก่อน หากพบว่ายังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แสบจมูก จมูกอักเสบ หรือหายใจติดขัด ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

4. การเก็บรักษาปูนซีเมนต์

ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถดูดความชื้นได้ดี หากเราวางปูนซีเมนต์ไว้ในตำแหน่งที่มีความชื้น อาจทำให้ปูนซีเมนต์เป็นเม็ดๆ หรือเป็นก้อนแข็งได้ หากเป็นเช่นนั้น เราจะต้องทิ้งปูนไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะว่าไม่สามารถนำไปใช้งานได้แล้ว

แนะนำให้เก็บปูนซีเมนต์ไว้ในพื้นที่แห้ง ยกสูงจากพื้นมากกว่า 1 ฟุตขึ้นไป กองไว้ในบริเวณที่ไม่เปียกชื้น มีผนังกั้นทั้ง 4 ด้าน และมีหลังคาปกคลุม เพื่อให้ปูนซีเมนต์ได้สัมผัสกับอากาศน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งไม่ควรเก็บไว้นานกว่า 1 เดือนในหน้าฝน และ 2 เดือนในหน้าร้อน จึงจะทำให้ปูนซีเมนต์มีประสิทธิภาพดีและเหมาะกับการนำไปใช้งานมากที่สุด

เคล็ดลับในการก่อผนังปูนอย่างไรไม่ให้แตกร้าว

  1. ก่อนก่ออิฐต้องนำอิฐไปแช่น้ำก่อน 1 ชั่วโมง เพื่อให้อิฐอิ่มน้ำและไม่แย่งน้ำจากปูน
  2. นำอิฐที่แช่น้ำจนเปียกชุ่มแล้ว ไปผึ่งลมให้ผิวด้านนอกแห้งหมาดในระดับหนึ่ง
  3. ก่ออิฐแบบสลับแนว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงจากการประสานกันระหว่างชั้นอิฐ
  4. ก่อชั้นปูนให้หนาเพียง 1-1.5 เซนติเมตรเท่านั้น ไม่ควรก่อให้หนามากเกินไปกว่านี้ เพราะอาจจะทำให้ปูนทรุดตัวง่ายและเกิดรอยแตกร้าวไวขึ้นได้
  5. มีเสาเอ็นและคานทับหลัง ที่มีความกว้างมากกว่า 15 เซนติเมตรหรือหนาเท่ากับอิฐ ไว้ทุกๆ ระยะ ความกว้าง 2.5 เมตร และความสูง 1.5 เมตร เพื่อกระจายน้ำหนักของอิฐ
  6. มีเสาเอ็นที่มุมผนัง เพื่อให้อิฐได้มีตัวยึดและทำให้ผนังแข็งแรงขึ้น
  7. เสียบเหล็กเส้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 6 มิลลิเมตรเข้าไปในเสาคอนกรีต เพื่อป้องกันไม่ให้อิฐเคลื่อนตัวหลุดออกจากแนวเสา
  8. ฉาบปูนด้วยเครื่องผสมปูน เพื่อเพิ่มความเนี้ยบ เพราะปูนจะเรียบเนียนเสมอกัน อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของช่างลงด้วย
  9. หลังฉาบผนังเสร็จแล้ว ให้รดน้ำเพื่อบ่มผนัง (เลี้ยงน้ำ) วันละอย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วง 3-7 วันแรก เพื่อพัฒนาความแข็งแรงให้แก่ปูนซีเมนต์
  • สามารถติดตามข่าวสินค้าจากเราได้ Fanpage: HOMESMART.ME