ยาแนว

ยาแนว

 

ยาแนว หรือ กาวยาแนว คือ ตัวช่วยสำคัญที่ทำหน้าที่คู่ไปกับในการปูกระเบื้อง ช่วยทำพื้นบ้าน หรืออาคารดูเรียบร้อย สะอาด ในปัจจุบัน ยาแนว มีสีให้เลือกมากมาย หลายเฉด เพื่อให้สามารถกลมกลืนไปกับกระเบื้อง ยกระดับบ้าน หรืออาคารให้ดูสวยงาม มีคุณค่า มีราคายิ่งขึ้น นอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว ยาแนว ยังมีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถรองรับ การยืดหดตัวของกระเบื้องได้เป็นอย่างดี ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับพื้นบ้าน หรืออาคารได้อีกด้วย  การใช้งานยาแนวนั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับ ปูนกาว หรือกาวซีเมนต์ สำหรับปูกระเบื้อง

ประเภทของ ยาแนว หรือ กาวยาแนว

วัสดุยาแนว รอยต่อ หรือที่เรียกกันว่า Sealant ใช้ปิดรอยต่อระหว่างวัสดุต่าง ๆ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. ซิลิโคน
เป็นยาแนวที่มีความยืดหยุ่นสูงถึง 25% เป็นสารประกอบอนินทรีย์ ใช้งานได้หลากหลาย และทนรังสียูวี จึงใช้ภายนอกอาคารได้ มีแรงยึดเกาะสูง ใช้ยาแนวระหว่างอะลูมิเนียมกับกระจกได้ดี ซิลิโคนแบบมีกรด จะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว แห้งเร็ว แต่ใช้ยาแนวโลหะ และหินธรรมชาติไม่ได้ ต้องใช้แบบไม่มีกรด ซึ่งยืดหยุ่นกว่า และไม่มีกลิ่นรบกวน แต่มีข้อเสีย คือ แห้งช้า แข็งแรงน้อยกว่า และมีราคาแพงกว่าประเภทมีกรด

2. อะคริลิค
เป็นยาแนว ที่มีความยืดหยุ่น 5% ทำมาจากวัสดุกลุ่มไฮโดรคาร์บอน มีน้ำเป็นตัวทำละลาย แต่เมื่อแข็งตัวแล้วจะไม่ละลายน้ำ ข้อดี คือ ปิดรอย ขัดตกแต่งผิวงาน และทาสีทับได้ ราคาถูกกว่ายาแนวชนิดอื่น ข้อเสีย คือ ยืดหยุ่นน้อย รับแรงได้น้อย เนื่องจากมีน้ำเป็นตัวทำละลาย จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่เปียกชื้น เพราะเนื้ออะคริลิคจะไม่แข็งตัว ที่สำคัญคือ ไม่ทนแดด จึงห้ามใช้กับงานภายนอกเด็ดขาด เหมาะสำหรับงานทั่วไป เช่น ปิดรอยแตกของผนัง ยาแนวรอยต่อกรอบประตู-หน้าต่างกับผนัง หรือรอยต่อสุขภัณฑ์

3. โพลียูริเทน
หรือที่มักเรียกกันว่า พียู มีความยืดหยุ่น 35% แข็งแรง ทนทาน แห้งแล้วไม่หดตัว ทาสีทับได้ ทนแสงยูวีได้ระดับหนึ่ง จึงใช้ได้ทั้งภายใน และภายนอกอาคาร ใช้ยาแนวรอยต่อระหว่างโครงสร้างของอาคาร ปิดรอยต่อเมทัลชีท, แผ่นพรีคาสท์คอนกรีต, ไม้, อะลูมิเนียม, เหล็ก, กระจก และโพลีคาร์บอเนต

4. โมดิฟายซิลิโคน
หรือไฮบริด ผลิตขึ้นโดยรวมคุณสมบัติที่ดีของพียูกับซิลิโคนไว้ด้วยกัน คือ ยืดหยุ่นตัวสูง ป้องกันรังสียูวีได้เหมือนซิลิโคน แต่ทาสีทับได้เหมือนพียู ใช้งานในพื้นที่เปียกชื้นได้ ยึดเกาะสูง และใช้ได้กับวัสดุเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปูน, คอนกรีต, โลหะ, หินธรรมชาติ, สเตนเลส, อะลูมิเนียม, พีวีซี ไม้, ไฟเบอร์ซีเมนต์ และโพลีสไตรีน ไม่มีกรดที่เป็นอันตราย จึงไม่เกิดปฏิกิริยากับโลหะ หรือวัสดุต่าง ๆ และไม่มีกลิ่นฉุน ไม่มีสารพิษไอโซไซยาเนต จึงปลอดภัยกับผู้ใช้งาน

การเลือกใช้ ยาแนว 

  1. ยาแนวกระเบื้องธรรมดา เหมาะสำหรับใช้กับงานพื้นและผนังกระเบื้องทั่วไป มีราคาถูกกว่าประเภทอื่น แต่มีข้อเสียคือ ไม่ป้องกันเชื้อราดำ จึงไม่เหมาะกับพื้นหรือผนังนอกอาคาร รวมถึงห้องที่มักเปียกชื้นหรืออยู่ใกล้ความชื้น เช่น ห้องน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ
  2. ยาแนวกระเบื้องกันเชื้อรา เหมาะสำหรับใช้งานกับพื้นและผนังทั่วไปเช่นกัน แต่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ยับยั้งการเกิดเชื้อรา เช่น สารไมโครแบน แม้มีราคาแพงกว่ายาแนวกระเบื้องประเภทแรก แต่เพื่อสุขอนามัยและการดูแลรักษาความสะอาดที่ง่ายขึ้น ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ภายนอกอาคารและห้องที่มักเปียกชื้น
  3. ยาแนวกระเบื้องร่องเล็ก มีลักษณะเหลวมากเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถไหลตัวเข้าไปตามร่องขนาดเล็กระหว่างกระเบื้องได้ดี จึงเหมาะกับงานปูกระเบื้องที่จำเป็นต้องให้ชิดกันมาก เช่น กระเบื้องแผ่นใหญ่ กระเบื้องที่ทำจากหินธรรมชาติ
  4. ยาแนวกระเบื้องร่องใหญ่ มีลักษณะเป็นเนื้อหยาบ เพื่อเติมเต็มพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเหมาะกับงานปูกระเบื้องที่มีร่องยาแนวขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกระเบื้องที่หดตัวมากอย่างกระเบื้องหินเผา
  5. ยาแนวกระเบื้องทนแรงอัดแรงดันน้ำ มีคุณสมบัติทนแรงดันน้ำได้ดี พร้อมทนคลอรีน เพื่อใช้กับสระว่ายน้ำ บ่อน้ำ สปา และซาวน่า
  6. ยาแนวกระเบื้องอีพ็อกซี่ เป็นยาแนวกระเบื้องคุณภาพสูงที่สุดและราคาแพง เพราะกันฝุ่นและน้ำได้ดีเยี่ยม ตลอดจนทนทานแรงดันน้ำและสารเคมีทั้งกรดและด่าง จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความคงทนและความสะอาดมากเป็นพิเศษ เช่น สระว่ายน้ำ โรงงาน
  7. ยาแนวกระเบื้องสำเร็จรูป หรือ ยาแนวกระเบื้องแบบหลอด มีลักษณะเนื้อเหลวและสามารถบีบยาแนวมาใช้ได้ทันที นับว่าสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งนิยมนำมาใช้ซ่อมแซมร่องยาแนวกระเบื้องเก่าที่ดำหรือหลุดล่อน แต่เนื่องจากไม่ทนน้ำและหดตัวสูง จึงไม่สามารถใช้ทำแนวกระเบื้องใหม่ได้ หมายความว่า งานปูกระเบื้องใหม่นั้นต้องใช้ยาแนวกระเบื้องประเภทในข้างต้นที่มีลักษณะเป็นผงและต้องผสมน้ำก่อนใช้งาน

คุณสมบัติพิเศษของ ยาแยว หรือ กาวยาแนว

  1. ป้องกันกระเบื้องระเบิด โดยหากปูกระเบื้องแล้วไม่มีการยาแนวมีโอกาสสูงมากที่กระเบื้องจะระเบิดและอาจทำให้ผู้คนที่อยู่อาศัยภายในบ้านเกิดอาการบาดเจ็บได้
  2. ป้องกันกระเบื้องแตกร้าว การยาแนวกระเบื้องจะช่วยให้กระเบื้องนั้นลดความเสี่ยงในการแตกร้าวและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างยาวนาน
  3. ช่วยเพิ่มความสวยงามให้พื้นบ้าน หากพื้นบ้านที่ไม่มีการยาแนวก็ดูเหมือนจะไม่เสร็จสิ้นและมีช่องว่างที่ดูไม่สวยงามตาสักเท่าไหร่ การยาแนวจึงช่วยได้
  4. ช่วยลดการสะสมสิ่งสกปรก ช่องว่างของการปูกระเบื้องหากไม่มีการยาแนวบอกเลยว่านั่นคือแหล่งสะสมความสกปรกชั้นดี ดังนั้นเมื่อมีการย้ายแล้วจะช่วยลดในส่วนนี้ได้
  5. ช่วยลดการเกิดเชื้อราในกระเบื้อง ภายใต้กระเบื้องหากไม่มีการยาแนวอาจจะทำให้เกิดเชื้อราและตัวกระเบื้องอาจจะมีประสิทธิภาพในการใช้งานลดลง
  6. ช่วยป้องกันการรั่วซึมของพื้น การยาแนวกระเบื้องนอกจากจะได้ความสวยงามแล้วยังช่วยป้องกันการรั่วซึมของพื้นบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวห้องน้ำ
  7. ช่วยป้องกันผู้คนจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ บางทีการมีช่องว่างระหว่างกระเบื้องที่ไม่ได้ยาแนวนั้นอาจเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้รับเชิญ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง หรือสัตว์ร้ายชนิดอื่นอีกมากมาย
  8. ช่วยให้กระเบื้องใช้งานได้อย่างทนทาน เมื่อมีการยาแนวกระเบื้องก็จะทำให้กระเบื้องใช้งานได้อย่างทนทานเพราะเป็นการเก็บขอบกระเบื้องทำให้ไม่แตกหักไว
  9. ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย เมื่อมีการยาแนวไม่มีร่องของกระเบื้องก็จะทำให้การทำความสะอาดนั้นง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  10. ช่วยลดการเกิดน้ำขัง กาวยาแนวกระเบื้องสามารถช่วยลดการเกิดน้ำขังได้ เช่น ในห้องน้ำหรือห้องครัวหากมีการใช้น้ำแล้วไม่ได้ยาแนวกระเบื้องน้ำอาจจะขังในร่องกระเบื้องที่ปูก็เป็นได้

วิธียาแนวกระเบื้อง 6 ขั้นตอน

1. เตรียมอุปกรณ์ยาแนวกระเบื้อง ขั้นตอนแรกในการยาแนวกระเบื้อง คือ เตรียมอุปกรณ์ยาแนวกระเบื้อง เพื่อในระหว่างที่กำลังยาแนวกระเบื้องอยู่นั้นจะได้ไม่ต้องลุกไปหยิบของบ่อยๆ นั่นเอง โดยอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นมีเพียงไม่กี่อย่าง และสามารถหาได้ง่าย ดังนี้

      • ยาแนวกระเบื้อง
      • ถ้วยผสม หรืออุปกรณ์สำหรับผสมยาแนว
      • ถุงมือยาง
      • เกรียงยางปาดยาแนว
      • ที่ขูดยาแนวกระเบื้อง (ใช้มีดแทนได้)
      • ฟองน้ำ
      • ผ้าแห้ง

2. ทำความสะอาดกระเบื้อง ขั้นตอนต่อไปในการยาแนว คือ การทำความสะอาดกระเบื้อง โดยใช้ที่ขูดยาแนวกระเบื้อง หรือใช้มีดขูดไปตามร่องกระเบื้อง พร้อมกับปัดฝุ่นผงเหล่านั้นออกไปให้หมดจด เพื่อกำจัดคราบสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดอยู่ในร่องกระเบื้อง บนกระเบื้อง และช่วยให้ยาแนวติดนาน คงทน และไม่หลุดง่าย

3. ผสมยาแนวกระเบื้อง หลังจากทำความสะอาดกระเบื้องเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการผสมยาแนวกระเบื้อง โดยผสมยาแนวกับน้ำในสัดส่วนที่ได้ระบุไว้ข้างถุง หรือตามคำแนะนำ อย่างเช่น ยาแนวกระเบื้อง ทีโอเอ พรีเมี่ยม เกร๊าท์ 1 ถุง (1 กิโลกรัม) ควรผสมกับน้ำสะอาด 0.32-0.37 ลิตร พร้อมกับคนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันจนเหนียวข้นเหมือนครีม และทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะค่อยคนผสมอีกครั้งก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งในระหว่างใช้งานก็ควรคนผสมเป็นระยะๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ยาแนวเหนียวข้น เพราะทิ้งไว้นานเกินไป ถ้าหากยาแนวข้นจนเกินไปก็ห้ามเติมน้ำเพิ่มอย่างเด็ดขาด เพราะประสิทธิภาพของยาแนวจะลดลง ดังนั้น จึงควรเทอันเดิมทิ้ง และผสมใหม่จะดีที่สุด

4. ลงมือปาดยาแนวกระเบื้อง เมื่อผสมยาแนวกระเบื้องจนพร้อมใช้งานแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มขั้นตอน ที่เราจะได้ลงมือปาดยาแนวกระเบื้องกัน โดยตักยาแนวที่ผสมแล้วปาดลงไปที่ร่องกระเบื้อง และปาดทำมุมประมาณ 45 องศา พร้อมกับใช้เกรียงยางปาดให้เรียบ และปาดส่วนที่ติดอยู่บนกระเบื้องออกให้มากที่สุด เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด

5. ทิ้งยาแนวให้เซตตัว 24 ชั่วโมง  หลังจากปาดยาแนวกระเบื้องจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งยาแนวให้เซตตัวประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนทำความสะอาด เพื่อให้ยาแนวนั้นแข็งตัว และป้องกันไม่ให้ยาแนวนั้นหลุดติดมากับอุปกรณ์ทำความสะอาด ถ้าหากไม่รอให้ยาแนวแห้ง หรือเซตตัวดี อาจทำให้ยาแนวหลุดล่อนได้ง่าย ไม่เต็มร่องกระเบื้อง ไม่เรียบร้อย ไม่สวยงาม และอาจทำให้อายุการใช้งานน้อยลงอีกด้วย

6. ทำความสะอาดอีกครั้ง เมื่อรอจนครบ 24 ชั่วโมง หรือยาแนวเซตตัวดีแล้ว ให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำบิดหมาด และเช็ดยาแนวส่วนเกินหรือส่วนที่ติดอยู่บนกระเบื้องออก ทำซ้ำๆ จนกว่ายาแนวส่วนเกินจะออกไปหมด และหลังจากนั้นให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดคราบยาแนว หรือคราบน้ำที่เหลือให้สะอาดอีกครั้ง เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะได้พื้นกระเบื้องที่ยาแนวสวยงามเหมือนกับมืออาชีพมาทำให้แล้ว

สามารถติดตามข่าวสินค้าจากเราได้ Fanpage: HOMESMART.ME